ป้ายกำกับ: ข่าวเทคโนโลยี

ปลอกขาและกายภาพ อุปกรณ์ช่วยสัตว์เลี้ยงพิการเดินได้อีกครั้ง

โรงช่างเเห่งนี้ผลิตกายอุปกรณ์เป็นการเฉพาะ ปลอกขา เเละกายอุปกรณ์เทียมทุกชิ้นทำขึ้นเพื่อใช้กับสัตว์ ส่วนมากเป็นสุนัขเลี้ยง
เดอรริค คามพาน่า (Derrick Campana)
ผู้ก่อตั้งบริษัท Bionic Pets มองว่าผลงานกายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาคิดค้นขึ้นเป็นงานศิลป์อย่างหนึ่ง เขากล่าวว่าเขาผลิตกายอุปกรณ์เทียมเเต่ละชิ้นขึ้นด้วยมือ ทำขึ้นเองทั้งหมดตั้งเเต่ต้นโดยใช้ปูนปลาสเตอร์เเละประกอบขึ้นจากพลาสติกเเละโฟม ถือเป็นงานศิลป์ในทุกขั้นตอนก็ว่าได้ ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าคามพาน่าใช้อุปกรณ์ที่แปลกไปกว่าเดิมในการผลิตกายอุปกรณ์เทียมเขาบอกว่าใช้งานเตาอบพิซซ่าเตานี้มานาน 16 ปีเเล้ว ช่วยผลิตอุปกรณ์ออกมาเเล้วรวมประมาณ 30,000 ชิ้นให้เเก่สัตว์ชนิดต่างๆ เตาอบนี้ใช้อบพลาสติก
บริษัท Bionic Pets ตั้งอยู่ที่เมือง Sterling ในรัฐเวอร์จีเนีย เป็นหนึ่งในบริษัทราว 10 เเห่งทั่วโลกเท่านั้นที่ผลิตกายอุปกรณ์เทียมที่ออกแบบเฉพาะตัวให้เเก่สัตว์
คุณคามพาน่ากล่าวว่าบริษัทได้ประดิษฐ์ปลอกขาชิ้นเเรกในโลกให้กับอูฐตัวหนึ่งเเละทุกวันๆ เขาได้รับการติดต่อให้ประดิษฐ์กายอุปกรณ์เทียมใหม่ๆ ที่ท้าทายทุกวัน ในปัจจุบัน นิยมนำกายอุปกรณ์ไปใช้กับสัตว์เลี้ยงที่พิการหลากหลายชนิดมากขึ้น
คุณคามพาน่า เจ้าของบริษัท Bionic Pets
บอกว่าเขามีความสุขใจมากจากช่วยเหลือสัตว์โดยในโครงการที่ใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของเขา คามพานาได้เดินทางไปแอฟริกาเพื่อนำปลอกขาชิ้นหนึ่งไปสวมให้กับช้างป่าชื่อ Jabu ช้างแอฟริกันจากบอสวาน่า คุณคามพาน่าเล่าว่า จาบู ตกลงไปในโพรงปลวก ทำให้ข้อเท้าข้างหนึ่งพลิก เขาจึงประดิษฐ์ปลอกขาช้างขึ้นมาเพื่อให้จาบูสามารถเดินไปไหนมาไหนได้เเละไม่ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ล่าเนื้อในป่า
อย่างไรก็ตาม Campana บอกว่าส่วนใหญ่เขาไม่ได้เดินทางไปรักษาสัตว์ด้วยตัวเองเเต่จะจัดส่งชุดกายอุปกรณ์ไปให้กับลูกค้าเพื่อหล่อปลอกขาของสัตว์เพื่อใช้เป็นแบบ เเล้วส่งกลับมายังบริษัทเพื่อทำการผลิตเป็นกายอุปกรณ์เทียมหรือขาเทียมตามแบบที่ส่งมา
คุณคามพาน่าบอกว่าทางบริษัทจัดส่งชุดทำปลอกแม่เเบบไปทั่วโลก ลูกค้าจะส่งปลอกที่หล่อเเบบคือมาทางไปรษณีย์ เมื่อทางบริษัทผลิตเป็นขาเทียมหรือกายอุปกรณ์เทียมเรียบร้อยเเล้ว ก็จะจัดส่งกลับไปยังลูกค้า
คุณลิซ่า โบกิน นำสุนัขเลี้ยงตัวหนึ่งของเธอมาติดปลอกขาข้างหนึ่งพิการหลังจากการผ่าตัดไม่ได้ผล คุณโบกินกล่าวว่าหมาของเธอจะไม่เหมือนหมาปกติทั่วไปเพราะต้องใส่ปลอกขา
สุนัขเลี้ยงที่อายุมากของลูกค้าอีกคนหนึ่งบาดเจ็บเพราะเส้นเอ็นที่หัวเข่าขาด คามพานาประดิษฐ์ปลอกหัวเข่าขึ้นมาเพื่อให้เส้นเอ็นเยียวยาได้ดีขึ้น คุณมิสซี่ เเล็คคาส เจ้าของสุนัขบอกว่าเธออยากให้สุนัขเลี้ยงอายุมากตัวนี้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิตบั้นปลายของสุนัข
คุณคามพาน่าบอกว่าเขามีความสุขใจทุกครั้งที่ติดปลอกขาให้สุนัขสำเร็จเพราะได้เห็นหมาเริ่มเดินได้อีกครั้ง
(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

เครื่อง HBO เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อคนรักออกกำลังกาย-ลดความเครียดนวัตกรรมล่าสุดจากญี่ปุ่น

ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้อำนวยการศูนย์ผิวหนังและการชะลอวัย แบรนด์ Vital Glow Skin & Aesthetic เปิดเผยว่า นวัตกรรมสุขภาพในยุค 4.0 ด้วยเทคโนโลยีเครื่อง Hyperbaric Oxygen Therapy หรือเรียกว่า HBO เป็นการรักษาทางการแพทย์วิธีหนึ่งด้วยการให้ผู้ป่วยหายใจรับออกซิเจนบริสุทธิ์
ภายใต้สภาพความกดบรรยากาศสูงภายในห้องปรับบรรยากาศ เรียกว่าอุโมงค์ออกซิเจน Hyperbaric Chamber โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับออกซิเจนในปริมาณสูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลดีต่อการรักษาโรคต่างๆที่เกิดจากภาวะร่างกายขาดออกซิเจน
นอกจากนี้ Hyperbaric Oxygen Therapy ถึงประเทศไทยเป็นเครื่องแรกด้วยนวัตกรรมจากญี่ปุ่นโดยมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาด 2 x1.5×2.1 เมตร มาพร้อมกับการรับรองมาตรฐานจาก ISO 13485 LL-C (Certification Medical equipment quality management system) Hyperbaric Oxygen Therapy คือวิวัฒนาการด้านการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่คนรักสุขภาพ ออกกำลังกายต้องชื่นชอบ สามารถใช้บริการได้ทุกวัน กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่อายุ 13-89 ปี ข้อกำจัดคือหากเป็นโรคประจำตัวโรคหัวใจหรือโรคความดันต่ำอาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้บริการ ส่วนคนตั้งครรภ์งดใช้บริการเครื่อง HBO เพื่อความปลอดภัย
โดยคุณสมบัติที่โดดเด่นของการนั่งสูดออกซิเจนบริสุทธิ์อาทิ ลดภูมิแพ้ สามารถช่วยบำบัดเรื่องความเครียด,พัฒนาความทรงจำ ,ลดอาการปวดหัวจากการมีออกซิเจนไม่เพียงพอ,ลดอาการปวดหัวไมเกรน นับเป็นการช่วยเรื่องการอ่อนเพลียเมื่อยล้าจากการขาดออกซิเจน เป็นการช่วยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนภายในเลือด รักษาสมดุลในร่างกาย,ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกายให้ยาวนานเพิ่มขึ้น ช่วยบำบัดระบบภายในที่ยังส่งผลต่อผิวพรรณให้สดใส เรียกว่าสวยจากภายในสู่ภายนอก เป็นตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย เป็นวิธีการที่รักษาสุขภาพแบบง่ายในยุคไอทีก้าวล้ำแบบนี้ ซึ่งเมื่อใช้บริการอยู่สามารถสื่อสารมือถือในเรื่องงานได้ตลอดเวลาใช้บริการ 60-90 นาทีได้อย่างสบายๆ ความล้ำสมัยมาคู่สุขภาพครั้งแรกของประเทศไทยทีเดียว
อย่างไรก็ตามเตรียมจะเปิดใช้บริการเครื่อง HBO ณ ใจกลางย่านทองหล่อ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าไทยและลูกค้าต่างชาติ คาดว่าจะได้รับการตอบรับสูงจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เนื่องจากกระแสการรักสุขภาพมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เครดิต : (สยามรัฐ) https://siamrath.co.th

นักวิจัยคิดค้นแอปพลิเคชั่นตรวจ “หูอักเสบในเด็ก” เบื้องต้นโดยไม่ต้องพบแพทย์

คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้คิดค้นแอพในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่ใช้คู่กับกรวยกระดาษในการตรวจอาการหูอักเสบในเด็ก เพื่อช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจว่าควรพาลูกไปพบแพทย์หรือไม่
วารสาร Science Transnational Medicine อธิบายไว้ว่า แอพนี้จะทำงานโดยการเปิดเสียงที่คล้ายๆ กับเสียงร้องของนก ส่งผ่านเข้าไปในช่องหูของเด็กๆ โดยใช้กรวยที่ทำขึ้นมา
เสียงดังกล่าวจะถูกเปิดอยู่เป็นเวลา 1.2 วินาที จากนั้นใช้ไมโครโฟนของโทรศัพท์เพื่อฟังดูว่ามีของเหลวหรือหนองสะสมอยู่หลังแก้วหู ในหูชั้นกลางหรือไม่ ถ้ามีรูปแบบเสียงของเสียงที่สะท้อนกลับมาจะบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อ
Shyam Gollakota หัวหน้าห้องปฏิบัติการทดลองที่พัฒนาโครงการนี้ขึ้นมา กล่าวว่า วิธีคิดของแอพนี้ก็เหมือนๆ กับแก้วไวน์ หากเคาะที่แก้วไวน์จะได้เสียงที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับระดับของของเหลวในแก้วไวน์นั้น และว่า จากการใช้แอพนี้ตรวจผู้ป่วยราว 100 คน มีอัตราการประสบความสำเร็จอยู่ที่ 85% และดูเหมือนว่าจะแม่นยำกว่าการให้คุณหมอตรวจด้วยตาอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่ามีการติดเชื้อแล้ว ผู้ปกครองก็ยังต้องพาบุตรไปพบแพทย์เพื่อยืนยันผลการตรวจและรับใบสั่งยา
Gollakota เปรียบเทียบการใช้แอพนี้ว่า เหมือนกับการใช้ปรอทวัดไข้ เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรจะไปพบแพทย์หรือไม่ แอพที่ใช้ตรวจการติดเชื้อในหูนี้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ แนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือเข้ามาช่วยในเรื่องของสุขภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ผู้คนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
Shyam Gollakota หวังว่าแอพที่ว่านี้จะได้รับการอนุมัติตามกฎระเบียบภายในสิ้นปีนี้ และสามารถออกวางจำหน่ายได้ภายในต้นปี 2563

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

กล้องวงจรปิด เครื่องมือใหม่ช่วยส่องพฤติกรรมคนทั่วโลก!!

Jay Stanley มีดีกรีเป็นนักวิเคราะห์นโยบายอาวุโส สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกันหรือ ACLU สิ่งที่ Stanley ทำคือการวิจัย เขียน และออกมาพูดประกาศเรื่องความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของประชาชนในอนาคต งานล่าสุดที่เขาเขียนในบล็อก Free Future ของ ACLU ระบุถึงเทรนด์ความนิยมใช้หุ่นยนต์ระวังภัยหรือ robot surveillance ในเมืองใหญ่ อาจจะคุกคามเสรีภาพของพวกเราทุกคนแบบไม่คาดคิด
คำเตือนของ Jay Stanley ในนาม ACLU เกิดขึ้นในวันที่กล้องวงจรปิดถูกนำมาประยุกต์ร่วมกับระบบ AI แบบใหม่ หลังจากที่กล้องวงจรปิดถูกใช้งานทั่วไปในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยมานานหลายปี การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบ robot surveillance ที่มีความเฉลียวฉลาดขึ้นนี้เองที่อาจเป็นอันตรายต่อเสรีภาพของพลเมือง และจะสร้างวิถีใหม่หรือ reshape วิธีที่ผู้คนจะปฏิบัติตนในที่สาธารณะด้วย
Stanley เขียนเตือนในรายงานฉบับใหม่ว่ากล้องวงจรปิดที่รวบรวมและจัดเก็บวิดีโอ (ในบางกรณี) กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น robot surveillance ที่คอยเฝ้าดูผู้คนอย่างแข็งขันและต่อเนื่อง กลายเป็นเครือข่ายเครื่องจักรกลเฝ้าระวังที่ยิ่งใหญ่และกำลังเติบโตขึ้นรอบตัวเรา แม้ขณะนี้เครื่องส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาดนักและทำงานได้ช้า แต่ทุกอย่างจะมีความหมายทันทีหากมีการปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ใช้คุมพฤติกรรมได้
Stanley ย้ำว่าผลลัพธ์ของการปูพรมใช้งานระบบ robot surveillance โดยไม่มีการควบคุมดูแลขอบเขตการทำงาน อาจจะทำให้โลกมีสังคมใหม่ซึ่งทุกคนในสังคมสามารถถูกตัดสินหรือประเมินการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมสาธารณะของทุกคนได้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกพื้นที่ แน่นอนว่าไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นคน เพราะนี่จะเป็นระบบ AI security guard ของจริง
คำพูดของ Stanley ไม่ใช่เรื่องโคมลอย ประสบการณ์จากการทำงานเป็นนักวิจัยด้านเทคโนโลยีกับบริษัท Forrester ช่วงก่อนมาทำงานที่ ACLU ทำให้ Stanley เข้าใจแนวโน้มพัฒนาการของเทคโนโลยีรอบด้าน สำหรับรายงานชิ้นใหม่ Stanley อธิบายเพิ่มว่าความก้าวหน้าล่าสุดในเทคโนโลยี AI ช่วยให้ระบบกล้องสามารถจดจำผู้คนได้อย่างรวดเร็วด้วยการวิเคราะห์ใบหน้าและรูปแบบการเดินของแต่ละคน นอกจากนี้ ระบบยังสามารถสังเกตเห็นพฤติกรรม “ผิดปกติ” และตรวจสอบการเคลื่อนไหวของดวงตาและอารมณ์ของผู้คนได้ด้วย
ฝ่ายที่สนับสนุนมองว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าที่เดินทางมาเยี่ยมชมร้านค้าได้ และยังช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้ต้องสงสัย แต่ Stanley เตือนว่าระบบนี้อาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงขึ้นได้หากมีการเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกชนชั้น เช่นกรณีที่กล้องทำเครื่องหมายหรือ flag ภาพประชาชนในละแวกใกล้เคียง และนำผู้คนให้ “จำกัด” พฤติกรรมของพวกเขาในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้ระบบทำเครื่องหมายซ้ำอีก
Stanley มองว่าการมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็น AI หรือ AI security guard ซึ่งประสานการทำงานกันเป็นกองทัพนั้นจะทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าถูกจับตามองตลอดเวลา เหมือนกับการขับรถไปตามทางหลวงและเห็นตำรวจท่องเที่ยวแล่นตามมาข้างหลังจนรู้สึกอึดอัด และไม่มีใครต้องการที่จะรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา
ขอให้โปร่งใส
แนวคิดของ Stanley ไม่ได้หวังปิดกั้นการใช้งาน AI security guard แต่ต้องการให้มีมาตรการควบคุมอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Stanley ในนาม ACLU จึงเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับระบบการเฝ้าระวังอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องมีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจว่ากล้องเหล่านี้ใช้งานอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ACLU เคยเรียกร้องให้มีการเลื่อนโครงการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จนกว่าสภาคองเกรสจะสามารถกำหนดได้ว่าเทคโนโลยีนี้ควรใช้อย่างไร โดยย้ำว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ควรใช้สำหรับการสร้างข้อมูลสำหรับระบุตัวตนสาธารณชนทั่วไป รวมถึงการตั้งข้อสงสัยกับสาธารณชนไปก่อน
สำหรับ Stanley การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของการทำงานด้านสื่อ โดยก่อนหน้านี้ Stanley มีประสบการณ์ทำสื่อในเครือ Facts on File ชื่อ World News Digest และยังเป็นบรรณาธิการให้กับ Medialink ตัวของ Stanley จบการศึกษาจากวิทยาลัย Williams College และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์อเมริกา จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

LINNE LENS สารานุกรม AI บนมือถือ เปิดตัวทั่วโลกแล้ววันนี้

โตเกียว, 5 ก.ค. 2019 /พีอาร์นิวส์ไวร์/ – Linne Corporation บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน LINNE LENS ทางAppStore และ GooglePlay ทั่วโลกแล้ววันนี้ ในภาษาอังกฤษ ภาษาจีนประยุกษ์ ภาษาจีนดั้งเดิม ภาษาเกาหลี ภาษาไทย และภาษาญี่ปุ่น
LINNE LENS
คือ สารานุกรม AI ที่สามารถสแกนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว ด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์บนอุปกรณ์ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างเป็นอิสระ แอปดังกล่าวสามารถรู้จำและบันทึกสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่เคลื่อนที่พร้อมกันด้วยความเร็วสูงได้แบบเรียลไทม์ เพียงสแกนด้วยสมาร์ทโฟน แม้แต่ในบริเวณที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต เช่น ใต้น้ำ หรือ ในเขาลึก แอปนี้ตั้งชื่อตาม Carl von Linne บิดาแห่งอนุกรมวิธานสมัยใหม่
โดยเรามีเป้าหมายที่จะสร้าง “เลนส์ซึ่งสามารถรู้จำพืชและสัตว์บนโลกได้ทันที เพื่อทำให้ทุกคนได้กระจ่างถึงความอุดมสมบูรณ์ของโลกใบนี้เฉกเช่นผู้เชี่ยวชาญ”
ณ ขณะนี้ แอปรองรับสิ่งมีชีวิตราว 10,000 สายพันธุ์ โดยเน้นสิ่งมีชีวิตที่หาได้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ ซึ่งรวมถึงปลา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน และแมลงหลากหลายชนิด ผู้้ใช้แอปสามารถเรียนรู้ชื่อและรายละเอียดข้อมูลทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตได้ในทันที เพียงใช้สมาร์ทโฟนสแกนตู้แสดงสัตว์น้ำ สัตว์ในสวนสัตว์ซาฟารี ปลาที่เจอระหว่างการดำน้ำหรือตกปลา ตลอดจนนกหรือผีเสื้อที่บินอยู่ตามธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่พบจะถูกเพิ่มเข้าสู่คอลเล็กชั่นโดยอัตโนมัติ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถหาความเชื่อมโยงที่ไม่คาดคิดระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายชนิดได้โดยใช้แผนภูมิต้นไม้อนุกรมวิธาน
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถอ่านข้อคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและสวนสัตว์ โดยขณะนี้ เราเป็นพันธมิตรกับสถาบันชั้นนำ 7 แห่งในญี่ปุ่น และมีแผนที่จะขยายความร่วมมือระดับโลกต่อไปในอนาคต
เกี่ยวกับ Linne Corporation
Linne Corporation คือบริษัทสตาร์ทอัพ AI ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะใช้แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศ แนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ของเราคือ การเป็น “ดวงตาของผู้เชี่ยวชาญสำหรับทุกคน” ทั้งนี้ รายงาน IPBES ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นว่า “สัตว์และพืชราวหนึ่งล้านสายพันธุ์กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ และหลายชนิดอาจสูญพันธุ์ภายในช่วงทศวรรษ
เนื่องจากกิจกรรมของมนุษย์” แม้เป็นเรื่องยากที่บริษัทเดียวจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลก แต่ด้วยความเชื่อของเราที่ว่า “เราสามารถจัดการได้เฉพาะสิ่งที่เราควบคุมได้” เราจึงมุ่งดำเนินการเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติรอบตัวผ่านเทคโนโลยี AI/AR บนมือถือ ตลอดจนเพื่อสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการติดตามตรวจสอบเชิงปริมาณโดยผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง AI
วันนี้เราได้รับการยอมรับเป็นพันธมิตรใน NVIDIA Inception Program และได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึงรางวัล iF Design Award 2019 และรางวัล Excellence Award จากงานเทศกาล Japan Media Arts Festival ครั้งที่ 22

เครดิต : (INNnews) https://www.innnews.co.th

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี ‘จดจำใบหน้า’ เริ่มลามไปทั่วโลก

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน
นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก
“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”
ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ
เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Apple ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง
สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี
จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ
“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”
ในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ
นายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว “ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”
บริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป
ขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต่รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น
การนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์ชงกาแฟ “โรโบ-บาริสต้า”

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขา ทำให้บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นต้องพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยทำงานในด้านต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งหุ่นยนต์ตัวล่าสุดซึ่งรับหน้าที่ชงกาแฟหอมๆ ตอนเช้าๆ
อย่าแปลกใจ ถ้ากาแฟถ้วยที่คุณดื่มที่ญี่ปุ่นจะไม่ได้ต้ม ผสมและชงโดยมนุษย์ แต่เป็นฝีมือของหุ่นยนต์ตัวใหม่ที่ผลิตโดยบริษัท QBIT Robotics
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ ประธานบริษัท QBIT Robotics กล่าวว่า ทางบริษัทผลิตหุ่นยนต์ชงกาแฟขึ้นมาเพราะต้องการสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าพร้อมกับกาแฟหอมๆ
บริษัท QBIT Robotics คือผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ในหลายสาขา เช่น ความบันเทิงและบริการด้านอาหาร ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดต่ำ อายุเฉลี่ยของประชากรสูงขึ้น และเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายสาขาอาชีพ
คุณมาซาฮิโร่ คาโน่ อธิบายการทำงานของหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ว่า ลูกค้าต้องเริ่มด้วยการเดินไปสั่งกาแฟด้วยตัวเองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกับเวลาสั่งกาแฟที่ร้านกาแฟทั่วไป จากนั้นก็ไปยืนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ทำกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเสิร์ฟ ซึ่งรวมถึงล้างเครื่องกรองกาแฟให้ด้วย
หุ่นยนต์ robo-barista
ตัวนี้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงลักษณะกาแฟที่ลูกค้าแต่ละคนสั่ง รวมถึงการแสดงออกของลูกค้าเมื่อได้จิบกาแฟแก้วนั้น เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการทำงานต่อไป นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่กาแฟแก้วต่อไปจะรสชาติดีขึ้นกว่าเดิม
คุณแอนน์ รูฟฟินู ลูกค้าของเจ้า robo-barista บอกว่า ตนรู้สึกสนุกสนานที่ได้สั่งกาแฟกับหุ่นยนต์ตัวนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่น่าสนใจ
สำหรับรสชาติของกาแฟนั้น คุณกิลส์ รูฟฟินู ลูกค้าอีกผู้หนึ่งบอกว่า
“ใช้ได้เลยทีเดียว”
บริษัท QBIT Robotics ตั้งเป้าว่าจะขายหุ่นยนต์ชงกาแฟนี้ได้ 300 ตัว ภายในสองปี และนอกจากชงกาแฟแล้วยังจะพัฒนาให้ทำเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ด้วย รวมทั้งอาจถึงขั้นทำอาหารได้ในอนาคต อย่างเช่น ก๋วยเตี๋ยวราเมนหรือแกงต่างๆ

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

หิ่งห้อยตัวจิ๋วช่วยพัฒนาหลอดไฟให้สว่างขึ้นได้อย่างไร

หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งที่เปล่งแสงระยิบระยับในยามค่ำคืน นอกจากจะสร้างความงดงามให้ผู้ได้พบเห็นแล้ว ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในการพัฒนาหลอดไฟฟ้าแอลอีดี (LED) ให้สว่างไสวยิ่งขึ้นด้วย
ศาสตราจารย์ฌอง ปอล วีนเยอรอง นักฟิสิกส์ชาวเบลเยียม ได้พบเห็นหิ่งห้อยขณะเดินทางไปยังทวีปอเมริกากลาง และนำพวกมันกลับไปศึกษาต่อที่ห้องแล็บ
หิ่งห้อยมีลักษณะพิเศษตรงที่มีอวัยวะเรืองแสงบริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยแสงจะส่องผ่านชั้นเปลือกแข็งของมัน ซึ่งจากการศึกษา ศ.วีนเยอรอง และคณะ พบว่า เปลือกที่ว่านี้มีโครงสร้างคล้ายเกล็ดปลา ซึ่งยื่นออกมาในมุมที่แตกต่างกัน ทำให้เปล่งแสงออกมาได้มาก
ทีมวิจัยพบว่า ปลายเกล็ดที่ยื่นออกมาเอียงทำมุมเหมือนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม พวกเขาจึงเลียนแบบลักษณะเด่นนี้เพื่อทำให้หลอดไฟ LED สว่างขึ้น โดยเคลือบวัสดุไวต่อแสงด้านบนหลอดไฟ LED แบบธรรมดา แล้วใช้เลเซอร์ทำให้มันมีพื้นผิวเหมือนหลังคาโรงงาน ซึ่งผลที่ได้คือทำให้หลอดไฟมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นกว่า 50% และเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
หิ่งห้อยส่องแสงได้อย่างไร
ข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า หิ่งห้อยมีอวัยวะที่ทําให้เกิดแสงอยู่บริเวณส่วนท้องด้านล่าง โดยเพศผู้มีอวัยวะทําแสงสองปล้อง ส่วนเพศเมียมีปล้องเดียว แต่บางชนิดตัวเต็มวัยเพศเมียมีรูปร่างลักษณะคล้ายหนอน มีอวัยวะทําแสงด้านข้างของลําตัวเกือบทุกปล้อง
แสงของหิ่งห้อยเกิดจากปฏิกิริยาเคมีสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ที่อยู่ในอวัยวะทําแสงกับออกซิเจน โดยมีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate) เป็นตัวให้พลังงานทําให้เกิดแสง โดยจังหวะของการกะพริบแสงของหิ่งห้อยจะใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน รวมไปถึงเป็นการส่งสัญญาณสื่อ “ภาษารัก” เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์

เครดิต : (BBC) https://www.bbc.com/thai

นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด

เทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR (Augmented Reality) เพิ่งจะมีใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้เล่นเกม Pokemon Go บนโทรศัพท์มือถือ
แต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีการนำ Augmented Reality หรือ AR มาช่วยในการฝึกทำคลอดได้ นักผดุงครรภ์เป็นผู้ที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลกใบนี้ และนักเรียนผดุงครรภ์ที่มหาวิทยาลัย Middlesex ในกรุงลอนดอน ก็กำลังเรียนรู้วิธีการใหม่ในการทำคลอด
Sarah Chitongo ผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Middlesex เป็นครูสอนในชั้นเรียนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ นักเรียนของเธอใช้แว่นตาที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR เพื่อให้นักเรียนผดุงครรภ์ได้มีประสบการณ์กับการจำลองในการทำคลอดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง
Sarah กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักเรียนได้มองเห็นภาพจริงของร่างกายที่เสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือเดินไปรอบๆ เพื่อให้มองเห็นภายในได้
Darron Hazelby เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการบริการทางคลินิกที่มหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวว่า AR ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาการทำคลอดที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าการเรียนในหนังสือ และยังให้ประสบการณ์มากกว่าและได้ลงมือทำ ได้เคลื่อนไหวไปรอบๆ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย
การฝึกฝนจะช่วยเตรียมนักเรียนผดุงครรภ์ให้พร้อมสำหรับความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร รวมถึงสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรมด้วย
Sarah Chitongo จากมหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวอีกว่า ผู้หญิงผิวดำและชาวเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเหล่านั้นจะต้องเสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วยดังกล่าว ดังนั้นเทคโนโลยี AR จะเป็นทางออกที่ดีของปัญหานี้
อย่างไรก็ดี การให้นักเรียนสัมผัสกับเทคโนโลยีหรือแว่นตา AR มาก่อนช่วยให้พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์นี้ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น และการเรียนรู้อย่างจริงจังก็จะทำให้นักเรียนเข้าใจเทคโนโลยีนี้ได้ดีขึ้นด้วย
Sarah Chitongo บอกว่า เธอต้องใช้เวลาเกือบสิบปีในการทำงานผดุงครรภ์ ก่อนที่จะมองเห็นข้อผิดพลาดในการคลอดบุตร และว่าการใช้เทคโนโลยี AR ในห้องเรียนจะช่วยให้นักเรียนสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น และอาจสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกด้วย

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com

บริษัทเจาะอุโมงค์ไฮเปอร์ลูปของ “อิลอน มัสก์” ระดมทุนล่าสุด $117 ล้าน

บริษัท Boring Co ของมหาเศรษฐีนักพัฒนาเทคโนโลยี อิลอน มัสก์ หาเงินลงทุนได้เพิ่มอีก $117 ล้านดอลลาร์ในการระดมทุนครั้งล่าสุด โดยมาจากนักลงทุนที่ไม่เปิดเผยชื่อ 20 รายด้วยกัน จากการเปิดเผยของบริษัทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ Boring Co เคยระดมทุนได้มาแล้ว 112 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งมัสก์เป็นผู้ลงทุนราว 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว
Boring Co
คือบริษัทที่ อิลอน มัสก์ ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ขุดเจาะอุโมงค์สำหรับระบบขนส่งใต้ดินความเร็วสูงแห่งอนาคตที่เรียกว่า Hyperloop ที่มีเป้าหมายสร้างระบบขนส่งความเร็วสูงที่ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Boring Co ได้สร้างอุโมงค์ทดลองเสร็จสิ้นไปแล้วที่เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย และมีแผนจะก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มที่นครชิคาโกและนครลาสเวกัสเร็วๆ นี้
Hyperloop คือระบบท่อขนส่งแรงดันต่ำที่ใช้ยานพาหนะคล้ายแคปซูลในการเดินทางภายในท่อนั้น ทำให้เดินทางได้เร็วเพราะมีแรงต้านทานน้อย และประหยัดพลังงาน โดยตัวท่อจะมีทั้งส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินและอยู่ใต้ดิน
อิลอน มัสก์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla และบริษัทด้านอวกาศ SpaceX ด้วยนั้น ระบุว่า ระบบรถด่วน Hyperloop จะสามารถสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่สำหรับการเดินทางภาคพื้นดิน ด้วยความเร็วใกล้เคียง 1,200 กม./ชม.
นั่นหมายความว่า ระยะทางจากนครลอสแองเจลลีสไปนครลาสเวกัส ที่ปกติแล้วใช้เวลาขับรถราว 4 ชม. จะย่นเหลือเพียง 30 นาทีหากเดินทางด้วย Hyperloop

เครดิต : (sanook) https://www.sanook.com